top of page

เลี้ยงลูกเชิงบวกและเมื่อโดนบูลลี่ใช้ทักษะการฟังและสะท้อนความรู้สึกเพื่อสร้างความไว้วางใจ

บูมชวนลองนั่งใกล้ๆ หายใจลึกหนึ่งครั้ง แล้วฟังเสียงของหัวใจตัวเองก่อนจะฟังเสียงลูก เพราะทันทีที่ลูกโดนบูลลี่ สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดไม่ใช่คำสั่งสอน แต่คือพื้นที่ปลอดภัยให้ระบายความรู้สึกโดยไม่ถูกตัดสิน การฟังอย่างลึกและการสะท้อนความรู้สึกช่วยเยียวยาได้จริง และงานวิจัยในเด็กไทยก็ยืนยันแนวทางนี้อย่างชัดเจน เมื่อพ่อแม่ใช้การฟังอย่างลึกและทักษะสะท้อนความรู้สึก ลูกที่โดนบูลลี่จะรู้สึกปลอดภัย ไว้วางใจ และฟื้นตัวได้ งานวิจัยไทยชี้ ผู้ถูกบูลลี่มีโอกาสสุขที่โรงเรียนลดลง มาดูคู่มือคุยกับลูกและตัวอย่างคุยกับครูเพื่อรับมือสถานการณ์นี้กัน



ทำไมทักษะการฟังจึงสำคัญต่อความสุขในโรงเรียนของลูก?

งานวิจัยระดับชาติของไทยปี 2017 พบว่านักเรียนประถม 49.7 เปอร์เซ็นต์เคยเผชิญเหตุการณ์บูลลี่ เด็กที่เคยถูกบูลลี่มีโอกาสรู้สึกสุขที่โรงเรียนลดลงราว 28 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่ถูกกระทำ โดยภาพรวมเด็กที่บอกว่าสุขที่โรงเรียนมี 53.5 เปอร์เซ็นต์

ผลลัพธ์นี้สะท้อนว่าความปลอดภัยทางใจสัมพันธ์กับประสบการณ์ในชั้นเรียนและสนามเด็กเล่นอย่างลึกซึ้ง เมื่อลูกกลับบ้านพร้อมหัวใจที่สั่นไหว วิธีที่พ่อแม่สื่อสารจะเป็นสะพานเชื่อมคืนความอุ่นใจ การรับฟังโดยไม่ตัดสินคือการบอกกับลูกว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอไม่ใช่ความผิดของเธอ" ซึ่งเป็นก้าวแรกของการฟื้นตัว


อ้างอิงหลักฐาน

  • Thailand Healthy School Data 2017 ระบุความสัมพันธ์ระหว่างการถูกบูลลี่กับความสุขที่โรงเรียน โดยผู้ถูกกระทบมีโอกาสสุขน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ

  • เด็กในโรงเรียนใหญ่และบริบทเมืองมักรายงานความสุขต่ำกว่าโรงเรียนชนบท สะท้อนว่าความแออัดและแรงกดดันอาจเพิ่มความเปราะบางของเด็ก



เมื่อเรื่องไม่จบแค่ที่โรงเรียน พี่น้องในบ้านก็มีผลต่อใจของลูก

ในช่วงวัยมัธยม นักวิจัยไทยตรวจพบว่าประมาณ 26.1 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้เสียหายจากพฤติกรรมก้าวร้าวของพี่น้อง และ 13.9 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้กระทำ ปัจจัยเสี่ยงที่พบได้แก่ ผู้หญิง เพื่อนที่รังแกกัน ความรุนแรงในครอบครัว และผู้ที่เป็นทั้งผู้กระทำและผู้เสียหายพร้อมกัน เด็กที่ถูกพี่น้องทำร้ายมีความเสี่ยงซึมเศร้าเพิ่มขึ้นราวสองเท่า การเยียวยาด้วยการฟังลึกและสะท้อนความรู้สึกในบ้านจึงยิ่งสำคัญ เพราะบ้านควรเป็นที่ปลอดภัยที่สุด



ทักษะการฟังสัมพันธ์กับคุณค่าในใจลูกอย่างไร

งานวิจัยในนักเรียนไทยนานาชาติรายงานว่าเด็กที่มีทักษะทางสังคมสูงมักมีความมั่นคงในใจมากขึ้น แต่ถ้าเขาเคยเป็นผู้เสียหายจากการบูลลี่ ความเชื่อมโยงระหว่างทักษะสังคมกับคุณค่าในใจจะจางลง การฟังอย่างลึกและการสะท้อนความรู้สึกจึงทำหน้าที่เหมือนหมอนนุ่มที่รองรับบาดแผล ทำให้ลูกค่อยๆ กลับมารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าอีกครั้ง



คู่มือผู้ปกครอง ใช้เลี้ยงลูกเชิงบวกด้วยทักษะการฟังและสะท้อนความรู้สึก

อยากวางของจริงที่หยิบใช้ได้ทันทีในวันที่ใจหวั่น นี่คือขั้นตอนปฏิบัติสำหรับพ่อแม่

1 เตรียมพื้นที่ปลอดภัยก่อนคุย

วางโทรศัพท์ ปิดเสียงเตือน จัดเก้าอี้ให้ระดับสายตาเท่ากัน ระบุเวลาที่คุณพร้อมฟังเต็มร้อย แล้วบอกลูกอย่างอ่อนโยนว่า "วันนี้แม่พร้อมฟังหนูจริงๆ"


2 ฟังอย่างลึกโดยไม่ขัดจังหวะ

เมื่อฟัง ให้สังเกตเสียง หยุด และร่างกายของลูก เว้นช่วงเงียบสั้นๆ เพื่อให้เขาได้สำรวจความรู้สึกของตัวเองอีกครั้ง การพยักหน้าเบาๆ และสายตาที่ตั้งใจคือสัญญาณว่าคุณอยู่ตรงนี้


3 สะท้อนความรู้สึกเพื่อให้ลูกถูกเข้าใจ

ลองสะท้อนด้วยประโยคสั้นชัด

  • "ฟังดูเหมือนวันนี้หนูรู้สึกกลัวมาก และไม่อยากไปโรงเรียน"

  • "แม่ได้ยินว่าหนูเหนื่อยกับการโดนล้อเรื่องรูปลักษณ์ และมันทำให้ใจหนัก"

  • "พ่อรับรู้ว่าหนูสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่แน่ใจว่าควรบอกครูไหม"


4 แยกความผิดออกจากตัวตน

ลดความรู้สึกผิดของลูก ย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของเธอ เธอไม่ควรถูกทำให้เจ็บปวด เพราะทุกคนสมควรได้รับความปลอดภัย การช่วยลูกแยกเหตุการณ์ออกจากตัวตนจะลดความรู้สึกผิดและโทษตัวเองซึ่งสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าในงานวิจัย


5 ร่วมกันวางแผนการขอความช่วยเหลือ

เมื่อใจเริ่มนิ่ง ค่อยชวนคุยทางเลือก เช่น แจ้งครูประจำชั้น ขอพบครูแนะแนว เลือกเพื่อนที่ไว้ใจได้ หรือปรับตารางพักกลางวันให้ปลอดภัยขึ้น



สำหรับวันที่สับสน ใช้เช็กลิสต์ช่วยคุณตัดสินใจ

ส่วนนี้ออกแบบเป็นรายการสั้นๆ เพื่อไม่ให้รู้สึกท่วมท้นเมื่อลูกถูกบูลลี่


เช็กอาการและสัญญาณ

  • ลูกบ่ายเบี่ยงไปโรงเรียน นอนไม่หลับ ปวดท้องหรือปวดหัวบ่อยขึ้น

  • อารมณ์แกว่ง โกรธง่าย เงียบกว่าปกติ หรือเก็บตัว

  • เครื่องใช้ส่วนตัวเสียหาย หรือขอเงินเพิ่มโดยไม่อธิบายได้

สาเหตุเสี่ยงที่พบบ่อยในงานวิจัยไทย

  • เด็กอายุน้อยเรียนช่วงต้นชั้น มีโอกาสเผชิญมากกว่า

  • โรงเรียนใหญ่และบริบทเมืองอาจสัมพันธ์กับความสุขที่ลดลง

  • ความรุนแรงในบ้านและความสัมพันธ์พี่น้องที่ก้าวร้าวเพิ่มความเสี่ยงซึมเศร้า

วิธีดูแลตนเองและลูก

  • รักษาเวลาฟังลึกทุกวันสั้นๆ สม่ำเสมอ

  • ฝึกสะท้อนความรู้สึกก่อนเสนอคำแนะนำ

  • ย้ำขอบเขตความปลอดภัย บอกได้เมื่อไม่สบายใจ

การขอความช่วยเหลือ

  • นัดคุยกับครูที่ลูกไว้ใจเพื่อทบทวนเหตุการณ์และวางมาตรการ

  • ติดต่อครูแนะแนวหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเมื่อมีสัญญาณซึมเศร้าเรื้อรัง

  • หากมีความรุนแรงในครอบครัว โปรดขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญทันที



ตัวอย่างประโยคคุยกับลูกที่ใช้ได้จริง

ใช้คำถามปลายเปิดที่เน้นความรู้สึกและทางเลือก

  • "แม่พร้อมอยู่ข้างลูก หนูอยากเล่าวันนี้ตรงไหนก่อนดี"

  • "เหตุการณ์นี้ทำให้ลูกรู้สึกอย่างไรบ้างในร่างกายและในใจ"

  • "ถ้าให้เลือกหนึ่งอย่างที่ช่วยให้ปลอดภัยขึ้นในสัปดาห์นี้ ลูกอยากเริ่มจากอะไร"



ร่างจดหมายถึงครูเพื่อเริ่มต้นความร่วมมือ

คุณครูที่นับถือ

วันนี้ลูกของเราบอกเล่าประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยในช่วงพักกลางวัน เราอยากนัดหมายเพื่อทบทวนข้อเท็จจริงอย่างใจเย็น และร่วมกันวางมาตรการดูแล เช่น การจัดพื้นที่พัก การจับคู่เพื่อนที่ไว้ใจได้ และการติดตามเป็นระยะ ขอบคุณที่ช่วยสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยสำหรับเด็กๆ



เมื่อถึงเวลาปรับความคิดของพ่อแม่ ให้หัวใจอ่อนโยนต่อตัวเองด้วย

พ่อแม่จำนวนมากโทษตัวเองเมื่อเรื่องหนักๆ เกิดขึ้นกับลูก แต่อีกมุมหนึ่ง งานวิจัยชี้ว่าความรักและการสนับสนุนจากบ้านสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็ก การยอมรับว่าคุณกำลังเรียนรู้ไปพร้อมกับลูกคือพลังสำคัญที่ช่วยให้ทั้งบ้านผ่านช่วงยากได้อย่างอ่อนโยน



สรุปหลักฐานที่รองรับแนวทางนี้

  • เด็กไทยที่ถูกบูลลี่รายงานความสุขที่โรงเรียนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความจำเป็นของพื้นที่ปลอดภัยในบ้าน

  • ปัจจัยอย่างการถูกพี่น้องทำร้ายและความรุนแรงในบ้านสัมพันธ์กับซึมเศร้าในวัยรุ่น การฟังลึกและสะท้อนความรู้สึกเป็นทักษะป้องกันและเยียวยาที่จับต้องได้

  • ในกลุ่มที่เคยเป็นผู้เสียหาย ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะสังคมกับคุณค่าในใจอาจไม่ชัด การเริ่มที่การฟังและไว้วางใจจึงสำคัญเป็นลำดับแรก



คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถาม ลูกไม่ยอมเล่ารายละเอียด ฉันควรทำอย่างไร? 

ตอบ เริ่มจากรับรองความรู้สึก เช่น "แม่อยู่ตรงนี้และพร้อมฟัง" แล้วเว้นจังหวะให้ลูกค่อยๆ เล่า หลีกเลี่ยงซักไซ้ทันที การซักถามเร็วเกินไปอาจทำให้เขาปิดใจ


ถาม ควรบอกครูตอนไหน? 

ตอบ เมื่อมีสัญญาณความปลอดภัยลดลง เช่น ขู่ทำร้าย ซ้ำถี่ขึ้น ของเสียหาย หรือส่งผลต่อการไปโรงเรียน ให้ติดต่อครูที่ลูกไว้ใจและขอเวลานัดคุยร่วมกันอย่างเป็นระบบ


ถาม ถ้าปัญหาเริ่มในบ้านจากพี่น้อง ฉันทำอย่างไร? 

ตอบ แยกทั้งสองออกจากสถานการณ์ก่อน เยียวยาใจของผู้เสียหายด้วยการฟังลึกและสะท้อนความรู้สึก จากนั้นวางขอบเขตร่วมกันและติดตามอย่างต่อเนื่อง หากพบรูปแบบซ้ำๆ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ


ถาม ลูกเริ่มเศร้าและหลีกเลี่ยงเพื่อน ควรพาไปพบผู้เชี่ยวชาญเมื่อไร? 

ตอบ หากอาการดำเนินเกินสองสัปดาห์ รบกวนการกิน การนอน การเรียน หรือมีถ้อยคำทำร้ายตัวเอง โปรดพาไปพบผู้เชี่ยวชาญทันที


ถาม ทักษะการฟังกับการสะท้อนความรู้สึกต่างกันอย่างไร? 

ตอบ การฟังคืออยู่กับเรื่องราวและความเงียบของลูก การสะท้อนความรู้สึกคือการบอกกลับอย่างอ่อนโยนว่าเราเข้าใจอารมณ์ที่ลูกกำลังเผชิญ เช่น "เธอกำลังกังวลและกลัว"


แหล่งอ้างอิงจากงานวิจัย

Aunampai A และคณะ Association of bullying on happiness at school evidence from Thailand’s national school-based survey International Journal of Adolescence and Youth 2022


Laopratai M และคณะ Factors affecting sibling bullying and its association with self-esteem and depression in middle school students European Journal of Pediatrics 2023


Dou Y และคณะ Bullying Victimization Moderates the Association between Social Skills and Self-Esteem among Adolescents Children 2022

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page