บูลลี่ คืออะไร แล้วเพื่อนช่วยเพื่อน กับการฝึกกล้าแสดงออก ช่วยหยุดวงจรนี้ในโรงเรียนได้อย่างไร
- Benjawan Taokuen
- 21 ต.ค. 2568
- ยาว 2 นาที
Inside-out parenting เชื่อว่าความปลอดภัยทางใจของเด็กคือพื้นฐานการเรียนรู้ เด็กจำนวนมากรู้จักคำว่าบูลลี่ผ่านคลิปสั้นและเรื่องเล่าในห้องเรียน แต่หลายครั้งเรายังสับสนว่าบูลลี่ คืออะไรกันแน่ ต่างจากการแหย่เล่นอย่างไร และที่สำคัญที่สุด เราจะหยุดมันอย่างเคารพศักดิ์ศรีของทุกคนได้อย่างไร ในบทความนี้ฉันชวนคุณครูและคุณพ่อคุณแม่สำรวจคำตอบที่ลงมือทำได้จริง ตั้งแต่เครือข่ายเพื่อนช่วยเพื่อน ไปจนถึงการฝึกความกล้าแสดงออก (Assertiveness Training) ที่วิจัยพบว่าช่วยลดการกลั่นแกล้งและส่งเสริมทักษะชีวิตให้เด็กไทย
ความชัดเจนของคำว่า บูลลี่ คืออะไร (Bullying Definition)
เมื่อเด็กคนหนึ่งถูกกระทำซ้ำๆ มีอำนาจไม่เท่ากัน และรู้สึกถูกคุกคาม นั่นไม่ใช่การล้อเล่น บทสรุปจากงานคลาสสิกของ Olweus และการทบทวนหลักฐานสากลชี้ตรงกันว่าบูลลี่ คือ พฤติกรรมก้าวร้าวที่เกิดซ้ำ (Repetitive) โดยมีความไม่สมดุลของอำนาจ (Power Imbalance) เด็กเล็กอาจแสดงออกเป็นการผลัก แย่งของ หรือกีดกันทางสังคม เมื่อขึ้นวัยประถมคำพูดและความสัมพันธ์จะเด่นขึ้น ส่วนการกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ก็ทำให้การโจมตีกระจายเร็วและเจ็บลึก
การทำความเข้าใจว่าบูลลี่ แปลว่าอะไรกันแน่ จะช่วยให้ผู้ใหญ่ไม่มองข้ามสัญญาณเตือน โดยเฉพาะความแตกต่างที่สำคัญคือ ความตั้งใจที่จะทำร้าย และ การกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำ
ภาพรวมสถานการณ์ในเด็กเล็กและประถมศึกษา
งานทบทวนในนอร์เวย์พบว่าเด็กปฐมวัยเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมลบระหว่างเพื่อนประมาณ 6 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ในบริบทศูนย์เด็กปฐมวัย ข้อมูลติดตามเด็กอายุ 1 ถึง 5 ปีระบุว่าเกือบครึ่งเกี่ยวข้องกับการกระทำลบเป็นครั้งคราว ทั้งในบทบาทผู้ถูกกระทำ ผู้กระทำ หรือทั้งสอง เมื่อโตขึ้น การใช้กำลังทางกายลดลง แต่การทำร้ายด้วยคำพูดและความสัมพันธ์กลับเด่นขึ้น (Kvestad et al 2024)
เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Support) ทำไมจึงเป็นจุดเปลี่ยน
บูลลี่ไม่ใช่เรื่องของเด็กสองคน แต่คือบรรยากาศทั้งห้อง บทเรียนสำคัญจากโปรแกรม Be-Prox ในสวิตเซอร์แลนด์และการปรับใช้ที่นอร์เวย์คือ เมื่อทั้งห้องเรียนยืนอยู่ข้างความปลอดภัย ผู้ยืนดูเฉยๆ จะกลายเป็นผู้ปกป้อง เด็กที่มีแนวโน้มก้าวร้าวก็ถูกเบรคด้วยบรรทัดฐานเชิงบวกของเพื่อนและผู้ใหญ่
โปรแกรมนี้ใช้การอบรม 6 โมดูลให้บุคลากรสร้างสภาพแวดล้อมแบบผู้ใหญ่ที่เอื้ออาทรแต่มีกรอบชัด ชวนเด็กตั้งกติกากลาง และติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ การประเมินในสวิสพบความเสี่ยงถูกกระทำลดลง และหากไม่ได้ทำโปรแกรม ความเสี่ยงถูกกระทำสูงกว่า 1.5 เท่า (อ้างอิง Alsaker & Valkanover และ Kvestad et al 2024) นี่แสดงให้เห็นว่าการสร้างเครือข่ายเพื่อนช่วยเพื่อน peer assist คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในการลดการรังแก
การฝึกกล้าแสดงออก (Assertiveness Training) ยื่นพลังคืนให้เด็กที่เสี่ยง
งานทบทวนอย่างเป็นระบบแบบ Scoping Review ในวัยรุ่นชี้ว่า การฝึกความกล้าแสดงออกช่วยลดพฤติกรรมทำร้ายกันและผลกระทบได้จริง ไม่ว่าจะทำผ่านบทเรียน เกม หรือบทบาทสมมติ ผลที่พบสม่ำเสมอคือ ความวิตกกังวลลดลง ความมั่นใจและทักษะสังคมเพิ่มขึ้น (Yosep et al 2024)
สำหรับวัยรุ่นไทยในโรงเรียน การฝึกพูดปฏิเสธ การขอหยุด และการขอความช่วยเหลืออย่างชัดเจนคือหัวใจ เมื่อเด็กสามารถพูดอย่างมั่นคงว่า "ฉันไม่โอเค ช่วยหยุดนะ" คือการดึงพลังอำนาจกลับมาสู่ตนเองโดยไม่ต้องตอบโต้ด้วยความก้าวร้าว การฝึกนี้ช่วยยกระดับ Self-esteem และทักษะปกป้องตนเองได้อย่างมีนัยสำคัญ
เพื่อนนำเพื่อนดีต่อใจเสมอหรือไม่?
โปรแกรมนำโดยเพื่อนในโรงเรียนมีเสน่ห์ ใช้ทรัพยากรน้อย และขยายผลง่าย แต่หลักฐานล่าสุดด้านสุขภาพจิตภาพรวมยังไม่ฟันธงว่าดีต่อทุกมิติ บทวิเคราะห์อภิมานปี 2025 ของ Brinsley และคณะ เปรียบเทียบการแทรกแซงพฤติกรรมสุขภาพแบบเพื่อนนำในโรงเรียนกับผลด้านสุขภาพจิต พบว่ายังไม่ชัดเจนในหลายตัวชี้วัด บทเรียนสำหรับโรงเรียนไทยคือ หากใช้แบบเพื่อนนำ ควรเสริมการฝึกทักษะทางอารมณ์และการช่วยเหลืออย่างปลอดภัยให้ผู้นำเพื่อนอย่างเป็นระบบ
โครงสร้างทางคลินิกที่ลงมือทำได้ในโรงเรียน
เพื่อนำแนวทางการป้องกันการกลั่นแกล้งตามหลักฐานมาปรับใช้ เราต้องทำงานในหลายระดับพร้อมกัน
สัญญาณเตือนที่ควรใส่ใจ
เด็กถอยห่างเพื่อน ไม่อยากไปโรงเรียน หรือคะแนนลดลงอย่างกะทันหัน
มีรอยฟกช้ำ ของหาย หรือมีของที่หมายจะให้คนอื่นแลกเปลี่ยนอย่างไม่สมัครใจ
อารมณ์ขึ้นลงแรง แยกตัว เงียบผิดปกติ หรือโต้ตอบด้วยความโกรธง่าย
ออนไลน์ถูกดึงเข้ากลุ่มนินทา แชร์ภาพหรือข้อความทำให้อับอาย
ปัจจัยเสี่ยงในบริบทของไทย
วัฒนธรรมเกรงใจทำให้เด็กไม่กล้าขอให้หยุดและทำให้เด็กไม่กล้ากล้าแสดงออก
ความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นเรื่องเด็กๆ ล้อเล่นกัน
การขาดระบบรายงานเหตุและติดตามในโรงเรียน
การใช้สื่อสังคมโดยไม่มีกติกาและผู้ดูแลร่วม

วิธีดูแลตนเองและชั้นเรียนแบบมีหลักฐาน
ระดับเด็ก
ฝึกพูดสั้น ชัด สุภาพ เช่น "ฉันไม่โอเคกับสิ่งนี้ ช่วยหยุดนะ"
ซ้อมขอความช่วยเหลือ จากเพื่อนแนวร่วมและผู้ใหญ่ที่ไว้ใจ
วางแผนความปลอดภัย เช่น เดินกับเพื่อน ใช้เส้นทางที่มีผู้คน
ระดับเพื่อนช่วยเพื่อน
ทำข้อตกลงห้องเรียน ใช้ถ้อยคำเชิงบวก เช่น เรารับฟัง, เราขอหยุดเมื่อไม่สบายใจ
ซ้อมบทบาทสมมติ 3 ทางเลือก ช่วยผู้ถูกกระทำ, ถอนตัวอย่างปลอดภัย, และแจ้งผู้ใหญ่
แต่งตั้งผู้สังเกตการณ์ปลอดภัย ในห้องหรือชมรม ให้บทบาทชัดเจนและคู่มือการตอบสนอง
ระดับครูและโรงเรียน
อบรมครูด้วยโมดูลสั้น ตามแบบ Be-Prox ตั้งแต่การสังเกต พูดคุย ไปจนถึงติดตามผล
จัดวงคุยผู้ปกครอง ให้เข้าใจความต่างระหว่างล้อเล่นกับการทำร้าย และบูลลี่ คืออะไร
สร้างระบบรายงานเหตุ แบบไม่ระบุตัวตน พร้อมกระบวนการเยียวยา
ระดับบ้านและชุมชน
คุณพ่อคุณแม่สะท้อนยืนยันความรู้สึกลูกก่อนแก้ปัญหา
ตั้งกติกาใช้ออนไลน์ร่วมกัน เคารพสิทธิส่วนบุคคลและการขออนุญาต
เมื่อไหร่ควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ
เด็กมีสัญญาณซึมเศร้า วิตกกังวล ไม่ยอมไปโรงเรียนเกินสองสัปดาห์
เกิดการทำร้ายตนเอง หรือมีคำพูดเรื่องอยากหายไปจากโลก
มีการคุกคามรุนแรงออนไลน์ การเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว
การกลั่นแกล้งส่งผลกระทบรุนแรงต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
ถาม-ตอบบ่อย (FAQ)
ถาม บูลลี่ต่างจากการล้อเล่นอย่างไร
ตอบ ล้อเล่นต้องมีความยินยอมสองฝ่าย ไม่มีความไม่เท่าเทียมของอำนาจ และหยุดเมื่ออีกฝ่ายไม่สบายใจ บูลลี่เกิดซ้ำ มีอำนาจไม่เท่ากัน และทำให้อีกฝ่ายหวาดกลัวหรืออับอาย
ถาม เพื่อนช่วยเพื่อนเริ่มอย่างไรในห้องเรียนไทย
ตอบ ตั้งผู้ประสานเพื่อน 2 ถึง 3 คนต่อห้อง ทำกติกากลาง เขียนบทตอบสนอง 3 แบบ ช่วย, ถอนตัว, แจ้งครู และนัดซ้อมบทบาทสมมติสั้นๆ ทุกสัปดาห์
ถาม การฝึกกล้าแสดงออกสำหรับเด็กทำแบบไหนที่บ้าน
ตอบ ซ้อมประโยคสั้น สุภาพ ชัดเจน เช่น "ฉันไม่โอเค ขอหยุดนะ" สลับบทกับคุณแม่หรือพี่น้อง แล้วชื่นชมความกล้าที่สื่อสารอย่างเคารพ
ถาม เด็กเล็กกับวัยรุ่นควรรับมือเหมือนกันไหม
ตอบ เด็กเล็กเน้นกติกาพื้นฐานและเล่นบทบาทสมมติสั้นๆ วัยรุ่นเน้นการสื่อสารขอหยุด การวิเคราะห์สถานการณ์ออนไลน์ และการขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่
ถาม หากโรงเรียนบอกว่าเป็นเรื่องเด็กๆ ควรทำอย่างไร
ตอบ ขอคุยอย่างร่วมมือ นำแนวทางเชิงหลักฐาน เช่น Be-Prox และผลลัพธ์ที่ชี้ว่าระบบเพื่อนช่วยเพื่อนกับการฝึกกล้าแสดงออกลดพฤติกรรมทำร้ายกันได้ พร้อมเสนอช่วยทำข้อตกลงห้องเรียนและระบบรายงานเหตุ
อ้างอิงสำคัญ
Kvestad I et al 2024 Protocol for Be-Prox RCT in Norwegian ECECs JMIR Research Protocols
Alsaker FD, Valkanover S The Bernese Program against victimization in kindergarten
Yosep I et al 2024 A scoping review of assertiveness therapy Journal of Multidisciplinary Healthcare
Brinsley J et al 2025 Peer-led lifestyle interventions and adolescent mental health Scientific Reports
สิ่งที่สัญญากับคุณแม่และคุณครู คือเราจะนำข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้มาประกอบกับวิธีง่ายๆ ที่ทำได้จริงในห้องเรียนไทย เพื่อให้เด็กทุกคนรู้สึกปลอดภัย มีเสียงของตนเอง และมีเพื่อนร่วมชั้นที่พร้อมยืนเคียงข้างกันเสมอ


ความคิดเห็น